วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

แหล่งโบราณ

แหล่งโบราณสถานที่สำคัญในจังหวัดบุรีรัมย์

http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/panom11.jpg
 ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นเทวสถานและอุทยานประวัติศาสตร์ ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วอยู่ในเขตอำเภอตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้งเป็นมหาเทวสถานสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 – 18และเนื่องจากผู้สร้างได้กำหนดวางแนวกรอบประตูปราสาทเรียงตรงเป็นแนวเดียวกันตลอดทั้ง 15 ช่อง จากด้านประตูบานแรกทางทิศตะวันออกทะลุไปถึงกรอบประตูหลังสุด ทำให้เกิดปรากฏการณ์สำคัญคือ จะสามารถมองเห็นภาพงดงามน่าอัศจรรย์ของพระอาทิตย์ขึ้น และตกผ่านช่องกรอบประตูทั้ง 15 ช่องเป็นแนวเส้นตรงเดียวกันปีละ 2 ครั้ง ปัจจุบันปราสาทพนมรุ้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่เป็นที่นิยมทั้งหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ปราสาทพนมรุ้งเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ประกาศขึ้น      ทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
         

http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasart.jpg
ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทเมืองต่ำ เป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนา เป็นแหล่งชุมชนโบราณ ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว อยู่ในเขตบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย ปัจจุบันปราสาทเมืองต่ำได้รับบูรณะเสร็จ สมบูรณ์แล้ว ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิศสกุล ทรงกำหนดอายุการก่อสร้าง ปราสาทเมืองต่ำจากภาพจำหลักบนเสาหินติดผนัง หน้าบัน และทับหลัง ว่าเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบคลังประมาณ พ.ศ. 1510 - 1560 ส่วนทับหลังจำหลักภาพพระกฤษณะตอนปราบนาคกาลียะนั้น นักวิชาการชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบปาปวน อายุประมาณ พ.ศ. 1550-1630 จึงอาจสรุปได้ว่า ปราสาทเมืองต่ำ มีอายุการก่อสร้างในราว พุทธศษวรรษที่ 16-17 (พ.ศ. 1510 - 1630)เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมทั้งในหมู่ชาวไทย


http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic1.jpg
ปราสาทหินปลายบัด ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์ก่อ ด้วยอิฐขัดเรียบไม่สอปูน เป็นรูปสี่เหลี่ยมมุม มีประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกอีก 3 ด้าน ทำด้วยหินทรายทับหลังจำหลักเป็นภาพเทวดานั่งแท่น อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มือทั้งสองข้างจับลำพวงมาลัย สองข้างฐาน ปรางค์ทางด้านเหนือและใต้ม ชานทางเดิน ขนาดประมาณ 3 x 18.50 เมตร สภาพปัจจุบันพังทลายเหลือเพียง ผนังด้านทิศเหนือและด้านตะวันออกเท่านั้น บรรณาลัย ก่อด้วยศิลาแลง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 5 x11.50 เมตร ที่ผนังด้านในทำเป็นมุขขนาดประมาณ 1.50 x3.80 เมตร ตรงกลางเป็นประตู เสาและกรอบประตูเป็นหินทราย บริเวณปราสาทหินปลายบัดนี้ เคยพบทับหลังหินทรายจำหลักรูปพระอินทร์ทรงช้าง เอราวัณ ปราสาทหินปลายบัด มีอายุสมัย ประมาณพุทธศษตวรรษที่ 16


http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic2.jpg
กุฎิฤาษีบ้านโคกเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์ ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย ฐานปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ขนาดประมาณ 7x7 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกทำมุมเป็นมุขยื่นยาวออกไปเป็นประตูเข้าออก มีขนาดประมาณ 2.20 x 3.20 เมตร บรรณาลัย ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีขนาดประมาณ 4x7.50 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ภายในกำแพงแก้ว มีกำแพงแก้วและซุ้มประตู ก่อด้วยศิลาแลง มีสระน้ำ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของกุฎิฤาษี ห่าง จาก สระน้ำไปทางทิศตะวันออก มีบารายหรือ สระน้ำขนาดใหญ่ ประมาณ 500 x 800 เมตร เรียกกันว่า ทะเลเมืองต่ำ และห่างจากนี้ไปทางทิศใต้ได้ประมาณ 200 เมตร ก็จะเป็นที่ตั้งจองปราสาทเมืองต่ำ อายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 15 - 16


http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic3.jpg
ปราสาทไบแบก ตั้งอยู่ที่บ้านสายโท 5 ตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์มีลักษณะ เป็นปรางค์ขอมสร้างด้วยอิฐ แบบไม่สอปูน 3 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงเดียวกัน โดยวางตัวใน แนวทิศเหนือ - ใต้ ปรางค์ แต่ละองค์มีประตุเข้าประตูเดียวทางด้านทิศตะวันตก ประตูอีสามด้าน เป็นประตู หลอก เสาประดับกรอบประตูหินทรายเป็นเสาแปดเหลี่ยม ปัจจุบันส่วนยอดของปรางค์องค์ด้านทิศเหนือยังคง สภาพ ส่วนปรางค์องค์กลางและองค์ด้านทิศใต้ส่วนยอดพังทลาย กำแพงแก้วและซุ้มประตู สร้างอ้วยอิฐแบบ ไม่สอปูนเช่นเดียวกับปรางค์ กำแพงแก้วมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบปรางค์ทั้ง 3 องค์ ไว้ภายใน โดยมีซุ้มประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันตก บริเวณปราสาทนี้พบแท่นหินประติมากรรมหินทราย เสาประ ดับกรอบประตูแปดเหลี่ยม ปรางค์องค์จำลอง และบัวยอด

http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic4.jpg
ปราสาทบ้านบุ ตั้งอยู่ที่บ้านบุ ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
ปราสาทบ้านบุ มีรูปแบบเป็นสิ่งก่อสร้างที่เรียกกันว่า ธรรมศาลา หรือ ที่พักคนเดินทาง ซึ่งจารึกปราสาทพระ ขรรค์ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดฯ ให้สร้างธรรมศาลาขึ้นจำนวน 17 แห่ง ตามระยะ ทางจากเมืองยโสธรปุระ ราชธานีของขอมโบราณไปยังเมืองพิมาย ธรรมศาลาเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้ง หลัง ด้านหน้า หรือ ด้านทิศตะวันออกมีลักษณะเป็นห้องยาว มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ประมาณ 5.10 x11.50 เมตร ที่ผนังห้องด้านทิศใต้เจาะเป็นช่องหน้าต่างเปิดเรียงเป็นแถวจำนวน 5 ช่อง จากการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณสถาน กองโบราณคดี เมื่อ พ.ศ. 2522 พบก้อนศิลาแลงจำหลักลวดลาย อยู่ทางด้านหน้าของปราสาท


http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic5.jpg
ปราสาทหนองตาสี ตั้งอยู่ที่บ้านโนนสมบูรณ์ ตำบลไทยเจริญ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลงมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ฐานมีขนาดประมาณ 3 x 3 เมตร มีประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกอีกสามด้านเป็นประตูหลอก กรอบประตูเป็นหินทราย การเข้ากรอบประตูเลียน แบบเครื่องไม้ กำแพงแก้วและซุ้มประตู ก่อด้วยศิลาแลงแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาด 19 x22 เมตร มี ซุ้มประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก มีลักษณะดังนี้ คือ มีปีกทั้ง 2 ข้าง เจาะช่องหน้าต่างและที่ตัวกำแพงแก้ว ด้านทิศใต้ มีห้อง 1 ห้อง ด้านทิศเหนือของห้องมีประตูเข้าไปภายในศาสนสถาน ผนังด้านอื่นปิดทึบ ลักษณะ คล้ายวิหารคด จากการสำรวจของกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2502 พบชิ้นส่วนทับหลังจำหลักภาพบุคคลยืน ลักษณะการนุ่งผ้าคล้ายกับปติมากรรมหินทราย อายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 16


http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic6.jpg
ปราสาทหนองตาเปล่ง ตั้งอยู่ที่บ้านหนองตาเปล่ง ตำบลชำนิ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหนองตาเปล่ง ตั้งอยู่ในวัดปราสาทเทพสถิตย์ธรรมาวาส ประกอบด้วย อาคารสร้างด้วยศิลาแลง มีหิน ทรายสีขาวเป็นช่วง แต่พังลงเหลือเพียงด้านทิศตะวันตกด้านเดียว มีลวดลายจำหลักภาพพญานาค กำแพงแก้ว และซุ้มประตู สร้างด้วยศิลาแลง ซุ้มประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ตัวกำแพงแก้วด้านทิศใต้และตะวันตกพัง ทลายลงหมด มีสระน้ำ 2 สระ เป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตก เฉียงใต้ ภายนอกกำแพงแก้ว พิจารณาจากร่องรอยที่ปรากฎสันนิษฐานว่า โบราณสถานแห่งนี้ เดิมคงเป็นซุ้ม ปรางค์ศิลาแลง มีห้องยาวอยู่ทางด้านหน้า ซึ่งเป็นลักษณะของธรรมศาลา ที่สร้างในสมัยพระ


http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic7.jpg
ปรางค์กู่สวนแตง ตั้งอยู่ที่บ้านดงยาง ตำบลกู่สวนแตง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปรางค์อิฐเรียงกันตามแนวเหนือใต้ ่จำนวน 3 หลัง บนฐานศิลาแลงเดียวกัน มีขนาด 31.76 x 25.40 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน และเป็นองค์เดียวที่มีมุขยื่นออกมาทางด้าน หน้า รับเสากรอบประตูซึ่งเป็นหิน ปรางค์ทั้ง 3 องค์ มีประตูเข้า - ออก ทางด้านทิศตะวันออก ส่วนอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก ตามบันทึกของนายเอเดียน เอ็ดมองค์ ลูเนต์ เดอ ลาจองกิแยร์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศล ซึ่งมา ศึกษาศาสนสถานแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2450 มีสระน้ำโบราณ เป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาด 42 x32 เมตร ล้อมรอบ ด้วยคันดิน อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม แสดงให้เห็นว่า ได้รบอิทธิพล ศิลปกรรมจากสมัยนครวัดของกัมพูชา ซึ่งมีอายุระหว่าง พ.ศ. 1642 -1718 เป็นเทวลาในศาสนาฮินดู


http://province.m-culture.go.th/buriram/boransatan/prasartpic8.jpg
ปราสาทหนองหงส์ ตั้งอยู่ที่บ้านโนนดินแดง ตำบลโนนดินแดง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ชื่อ ของปราสาทได้มาจากชื่อของสระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศเหนือประมาณ 100 เมตร ขนาด 6.70 x 18 เมตร เฉพาะปรางค์องค์กลาง มีมุขยื่นออกไป มีชานชาลา กากบาทรับกับซุ้มประตู (โคปุระ) ทางเข้าด้านตะวันออก ซึ่งต่อเป็นกำแพงศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบปรางค์เว้นแต่ด้านตะวันตกซึ่งมีซุ้มประตู ก่อด้วยอิฐ แนวเดียวกับซุ้มประตูทางเข้าด้านตะวันตก ส่วนที่เป็นเสาประดับกรอบประตู ธรณีประตู ทับหลัง หน้าบัน ทำด้วยหินทรายแกะสลักเป็นลวดลายแสดงเรื่องราวตามคัมภีร์ของศาสนาฮินดู อาคารศิลาแลง ซึ่งมี อิฐก่อบางส่วนจากรูปแบบอาคารเข้าใจว่าอาจมาซ่อมแซมหรือ ต่อเติมสมัยหลัง เนื่องจากเป็นแบบนิยมในสมัย การสร้างพุทธสถานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สันนิษฐานว่าสร้างในสมัย พุทธศตวรรษที่ 15 - 16


แหล่งท่องเที่ยวโบราณ

ประชาคมอาเซี่ยน

รู้จัก ประเทศอาเซียน ก่อนก้าวสู่ ประชาคมอาเซียน 2558


ประเทศอาเซียน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก flagspot.net , สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

          ในสภาวะแห่งยุคทุนนิยม ที่เศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศต่าง ๆ นั้นอยู่รวมกันเป็นสังคมโลก ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายได้ จึงต้องมีการรวมตัวกันของประเทศในแต่ละภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมและพัฒนาประเทศในภูมิภาคไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน จึงได้มีข้อตกลงให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

          แต่ก่อนที่เราจะมาดูเนื้อหาสาระของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนนี้ เราจะมาย้อนดูกันรวมตัวกันของประเทศในอาเซียนว่ามีการรวมตัวกันได้อย่างไร จนมาเป็นอาเซียนในปัจจุบัน

          โดยอาเซียนหรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (ASEAN : The Association of South East Asian Nations) ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่อมาในปีพ.ศ.2527 บรูไน ดารุสซาลาม ได้เข้ามาเป็นสมาชิก ตามด้วยเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2538  ขณะที่พม่าและลาวเข้ามาเป็นสมาชิกใน พ.ศ.2540 และประเทศสุดท้ายคือกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อ พ.ศ. 2542  ปัจจุบันอาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ รู้จัก 10 ประเทศอาเซียน


บรูไน


1.บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

          ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า "เนการาบรูไนดารุสซาลาม" มีเมือง "บันดาร์เสรีเบกาวัน" เป็นเมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลของประเทศบรูไนได้ที่นี่


กัมพูชา 
2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

          เมืองหลวงคือ กรุงพนมเปญ เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีประชากร 14 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท 95% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้

          อ่านข้อมูลประเทศกัมพูชา ได้ที่นี่


อินโดนีเซีย


3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)

          เมืองหลวงคือ จาการ์ตา ถือเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 240 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) โดย 61% อาศัยอยู่บนเกาะชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศอินโดนีเซีย ได้ที่นี่
ลาว

4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR)

          เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์ ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก โดยประเทศลาวมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย คือ 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่า 90% เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม โดยมีประชากร 6.4 ล้านคน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีคนที่พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

          อ่านข้อมูลประเทศลาว ได้ที่นี่


มาเลเซีย


5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

          เมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร 26.24 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้ภาษา Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศมาเลเซีย ได้ที่นี่

ฟิลิปปินส์


6.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

          เมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา ประกอบด้วยเกาะขนาดต่าง ๆ รวม 7,107 เกาะ โดยมีพื้นที่ดิน 298.170 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 92 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาตากาลอก เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศฟิลิปปินส์ ได้ที่นี่


สิงคโปร์


7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore)

          เมืองหลวงคือ กรุงสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ แม้จะมีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีประชากร 4.48 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่มีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว)

          อ่านข้อมูลประเทศสิงคโปร์ ได้ที่นี่


ประเทศไทย


8.ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

          เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ

          อ่านข้อมูลประเทศไทย ได้ที่นี่


เวียดนาม

9.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)

          เมืองหลวงคือ กรุงฮานอย มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร จากการสำรวจถึงเมื่อปี พ.ศ.2553 มีประชากรประมาณ 88 ล้านคน ประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

          อ่านข้อมูลประเทศเวียดนาม ได้ที่นี่


ประเทศพม่า


10.สหภาพพม่า (Union of Myanmar)

          มีเมืองหลวงคือ เนปิดอว ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร ประชากร 48 ล้านคน กว่า 90% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศพม่า ได้ที่นี่



ประเทศอาเซียน

          ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้เกิดความร่วมมือ รวมทั้งมีการวางกรอบความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข็มแข็ง รวมถึงความมั่นคงของประเทศสมาชิกทั้งด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนได้วางแนวทางก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ภายใต้คำขวัญคือ  "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม" (One Vision, One Identity, One Community) โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political Security Community : APSC)  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)

          โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา ดังต่อไปนี้

          1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง

          2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย

               มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020

               ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)

                 ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน

               ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน
   
          กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม สำหรับประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)


ความร่วมมือ


          3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

          สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง จึงได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาอาเซียน โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการศึกษา ซึ่งจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ที่จะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และจะมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
สมาคมอาเซียน-ประเทศไทย



การส่งเสริมการมีจิตสาธารณะ

การ จัดกิจกรรมจิตสาธารณะในสถานศึกษา
            หลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551  ซึ่งจะเริ่มใช้ในทุกโรงเรียน ในปี การศึกษา 2553 นี้  ตามหลักสูตรนอกจากการเรียนรู้ใน 8 กลุ่มสาระแล้ว ในส่วนของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนก็ถือเป็นส่งสำคัญยิ่ง ซึ่งหลักสูตร ได้จำแนกกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) กิจกรรมแนะแนว  2) กิจกรรมนักเรียนและ  3) กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์  ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาทุกแห่งจะต้องเน้นการสร้างเยาวชนที่มีความสม ดุลย์ ลูกศิษย์ต้อง “เป็นคนเก่ง เป็นคนดี  มีคุณลักษณะและมีสมรรถนะตามที่หลักสูตรกำหนด”

         การให้นักเรียนทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นความมุ่งหวังที่จะสร้าง “จิตสาธารณะ” และคุณลักษณะแฝงอื่น ๆ อีกมากมาย ผ่านกิจกรรมนี้

         ในการสร้างจิตสาธารณะ คงมีหลายแนวทาง “สถานศึกษาจะต้องคิดกิจกรรม ที่มีความเป็นไปได้ ง่าย และสะดวกในการปฏิบัติ แต่ให้ผลดี”  ต่อไปนี้ อาจเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเพื่อการสร้างจิตสาธารณะแก่นักเรียน

1) ส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการดูแลรักษาบ้าน และรับผิดชอบงานบ้าน ถือเป็นงานสาธารณะที่ใกล้  
ตัว
ที่สุด โดยมีพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรม เช่น  ตื่นนอนแต่เช้า  กวาดบ้าน-ถูบ้าน จัดระเบียบ/กวาดบริเวณบ้าน





2) ส่งเสริมให้เด็กร่วมรับผิดชอบในการดูแลรักษาซอย/หมู่บ้านที่อยู่อาศัย  โดยมีพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรม เช่น  ปลูกต้นไม้ (ไม้ดอก ไม้ประดับ) หน้าบ้านพร้อมดูแลรักษา กวาด/ทำความสะอาดถนนหรือที่สาธารณะรอบบ้านในรัศมี 5 เมตร  เป็น กรรมการฝ่ายเยาวชนเพื่อการดูแลรักษาซอย/หมู่บ้านที่อยู่อาศัย เป็นต้น (หากสถานศึกษากำหนดคุณสมบัติของเยาวชนที่เป็นรูปธรรม ดังตัวอย่างข้างต้น พร้อมผลักดัน หรือส่งเสริมให้เกิดคุณลักษณะต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างจริงจัง ท่านเชื่อหรือไม่ว่า “ชุมชนจะเป็นแหล่งที่น่าอยู่ในชั่วพริบตา”  อีกทั้งเยาวชนจะเกิดคุณลักษณะอื่น ๆ ตามมา เช่น ความเสียสละเพื่อส่วนรวม  ทักษะการจัดการ ฯลฯ)


3) จัดกิจกรรมเพื่อชี้นำทิศทางการพัฒนาหรือแก้ปัญหาให้แก่ชุมชน  อาทิ  ในช่วงฤดูกาลของการเสียภาษีเงินได้ประจำปี  ครูคณิตศาสตร์มอบหมายให้นักเรียนสอบถามเงินได้ของพ่อแม่และนำใบคำนวณภาษี (ภ.ง.ด.91) มาคำนวณที่โรงเรียนแล้วมอบหมายให้นักเรียนนำกลับไปบ้านเพื่อหารือกับคุณ พ่อ-คุณแม่เพื่อชำระภาษีต่อไป  ครูวิทยาศาสตร์/ครูสังคมศึกษาให้นักเรียนร่วมปฏิบัติการรณรงค์การลดการใช้ พลังงานไฟฟ้าในบ้าน  ครูสุขศึกษาร่วมกับชุมนุมสุขภาพในโรงเรียนจัดทำจดหมายเตือนหรือปฏิบัติ กิจกรรมรณรงค์ทำลายแหล่งยุงลายเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก  โรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ หรือโรคอื่น ๆ เป็นต้น
 


4) สถานศึกษาเป็นแกนนำในการพัฒนาชุมชนในรัศมีที่เป็นที่ตั้งของสถานศึกษา เช่น รับผิดชอบดูแลในรัศมี 1 กิโลเมตร รอบสถานศึกษา โดยร่วมกับชุมชนอย่างจริงจังในการพัฒนาบรรยากาศ/สิ่งแวดล้อมของชุมชน ทั้งนี้ อาจปฏิบัติการผ่านกิจกรรมชุมนุมที่มีอยู่ในโรงเรียน  และเน้นให้นักเรียนมีบทบาทหลักในการร่วมวางแผนพัฒนา  การปฏิบัติการเช่นนี้ เสมือน “การใช้ชุมชนที่เป็นที่ตั้งของสถานศึกษา เป็นห้องปฏิบัติการทดลองประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ แก่ผู้เรียน”  ทั้งนี้เชื่อว่า หากนักเรียนมองเห็นแนวทางการพัฒนาชุมชนที่เป็นรูปธรรม 1 ชุมชน   นักเรียนเหล่านั้นจะสามารถนำประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในชุมชนที่อยู่อาศัยของ ตนเองได้ในอนาคต  อีกทั้ง โรงเรียนเองก็จะเป็นที่รักใคร่/เป็นที่พอใจของชุมชนที่เป็นที่ตั้งของ โรงเรียน เป็นโรงเรียนของชุมชนอย่างแท้จริง(อนึ่งชุมชนอาจให้การสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในส่วนนี้)

5) ประสานงานกับผู้ปกครอง หรือเครือข่ายผู้ปกครอง ให้ร่วมกันวางแผนเพื่อทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกันเป็นวงศ์ตระกูล  โดย วางแผนเป็นรายปี พร้อมแจ้งแผนงานให้โรงเรียนทราบตั้งแต่ต้นปี การกระทำเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการแบ่งเบาภาระของโรงเรียนในการส่งเสริมให้นักเรียนจัดทำ กิจกรรมสาธารณประโยชน์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว และส่งเสริมให้ครอบครัวไทย “มีจิตสาธารณะไปในตัวด้วย”
       แนวทางการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีจิต สาธารณะคงทำได้หลายแนวทาง ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างกิจกรรมส่วนหนึ่งเท่านั้น ...ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะทำกันอย่างจริงจังเพียงใด เราเห็นคุณค่าของเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด...ถ้าทุกคนคิดว่า จิตสาธารณะเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ เป็น 1 คุณลักษณะที่จะช่วยให้สังคมอยู่รอดได้....ถ้าคิดเช่นนี้  เราลองมาช่วยกัน โดยการร่วมแรงร่วมใจ ร่วมมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย  นอกจากหลักสูตรจะประสบความสำเร็จแล้ว  ประเทศไทยก็คงประสบความสำเร็จไปด้วย ...อย่างแน่นอน

 
 

  

การส่งเสริมการมีจิตสาธารณะ